วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เอนไซม์ PC บำบัดน้ำเสีย จะได้ผลอย่างไร


 


 

น้ำเสียจากแป้งไขมัน โปรตีน กากใยน้ำตาล เป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียขยายประชากรได้ปริมาณมากเป็นสาเหตุให้เกิด กลิ่นเน่าเหม็นสีน้ำดำคล้ำ ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย

เอนไซม์ สามารถบำบัด ลดกลิ่น ของเน่าเสียที่ปนเปื้อนมากับแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งในบ่ออุตสาหกรรม บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่นกุ้ง ปลา กบ ตะพาบ รวมทั้งแหล่งน้ำเน่าต่างๆ ที่ตลาดสด คอนโด โรงแรม บ้านพัก โรงคอกสัตว์ วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ ปลอดภัย ต่อสัตว์มนุษย์และสิ่งแวดล้อมใช้ระยะเวลา 24 ช.ม. ทำให้โมเลกุลต่างๆ ของอินทรียวัตถุแตกตัวเปลี่ยนรูป กลิ่นเน่าเหม็นหมดไป ก๊าซพิษต่างๆ ที่ก้นบ่อจะลดลง ทำให้ กุ้ง- ปลาอาศัยอยู่ได้ในบ่อเลี้ยงได้อย่างมีความสุข

วิธีใช้
1-2 ลิตรต่อน้ำ 1600 ลูกบาศก์เมตร หรือเนื้อที่ 1 ไร่ ลึก 1 เมตร นำเอาเอ็นไซม์ผสมกับน้ำแล้วสาดไปที่ใบพัดตีน้ำเพื่อให้เอ็นไซม์ได้คลุกเคล้าผสมน้ำได้ทั่วทั้งบ่อทำให้เอ็นไซม์สามารถทำปฏิกิริยาต่อโมเลกุลแขวนลอยในบ่อได้อย่างทั่วถึง กรณีที่ไม่มีใบพัดตีน้ำให้นำเอาเอ็นไซม์มาผสมกับน้ำในปริมาณ มากพอเพียงที่จะสาดน้ำในบ่อที่เน่าเหม็นได้ทั่วบ่อ

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เกษตรอินทรีย์ด้วยเทคนิคจุลินทรีย์ท้องถิ่น

เกษตรอินทรีย์ด้วยเทคนิคจุลินทรีย์ก็คือการทำการเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสดเป็นหลัก ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชที่เป็นสารเคมีนั้นเอง ต่างกันที่เกษตรธรรมชาติด้วยเทคนิคจุลินทรีย์ ท้องถิ่นการใส่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่น ลงในไปดินและฉีดพ่นให้แก่พืชด้วย

กลุ่มจุลินทรีย์หมัก-ดอง
ตามประวัติความเป็นมาของเกษตรธรรมชาติของประเทศเกาหลีมีว่า ได้มีผู้นำเอาน้ำที่ได้จากการทำผักดอกของเกาหลีที่เรียกว่า "กิมจิ" ไปรดต้นไม้ ปรากฏว่าทำให้ต้นไม้งามดี ต่อมาเราทราบว่า ในน้ำผักดองนั้นประกอบด้วยจุลินทรีย์หมักดอง และสารอินทรีย์ต่างๆ ที่จุลินทรีย์ผลิตขึ้นมากมาย สารอินทรีย์เหล่านั้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งได้แก่ เอนไซม์ ฮอรโมน และธาตุอาหารต่างๆ เช่น กรดอะมิโน และไวตามิน เป็นต้น

เอนไซม์ คือสารอินทรีย์ที่พืชและสัตว์ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่สร้างขึ้น มีหน้าที่ช่วยมการทำงานของทุกระบบในสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมด สิ่งมีชีวิตจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเอนไซม์

เอนไซม์ บางชนิดทำหน้าที่ย่อยอาหารในคนและสัตว์ จุลินทรีย์ผลิตเอนไซม์เพื่อย่อยอินทรีย์วัตถุให้เป็นสารอินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อจุลินทรีย์เองและต้นไม้ ในการทำไวน์ ทำเนยแข็ง ก็ต้องอาศัย เอนไซม์เปลี่ยนน้ำองุ่นให้เป็นไวน์ เปลี่ยนนมสดให้เป็นเนยแข็ง ผงซักฟอกบางยี่ห้องมีผสมเอนไซม์บริสุทธิ์ที่สกัดได้จากจุลินทรีย์ เพื่อช่วยในการย่อยสลายโปรตีน และไขมันที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า

ยางมะละกอมีเอนไซม์ช่วยในการย่อยโปรตีน เมื่อนาไปคลุกกับเนื้อจะช่วยให้เนื้อนุ่ม แสงหิ่งห้อยก็เกิดจากการทำงานของเอนไซม์ และสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมายของธรรมชาติที่เกิดจากการทำงานของเอนไซม์

 

ฮอร์โมน เป็นสารอินทรีย์อีกชนิดหนึ่งที่พืช สัตว์ และจุลินทรีย์สร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของส่วนต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต ในคนและสัตว์เรารู้จักฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโต ฮอร์โมนในพืชที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ ฮอร์โมนเร่งราก ฮอร์โมนเร่งการงอกของเมล็ด จุลินทรีย์ก็สามารถผลิตฮอร์โมนต่างๆ ได้เช่นเดียวกับพืชและสัตว์ ในอดีตเราต้องสกัดฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตจากต่อมใต้สมองของสัตว์เพื่อนำไปใช้ในการแพทย์ ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ เราสามารถสกัดได้จากจุลินทรีย์

ธาตุอาหารต่างๆ สัตว์ไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ จำเป็นต้องกินธาตุอาหารครบทั้ง 5 หมู่ คืออาหารพวกแป้ง ไขมัน โปรตีน ไวตามิน และแร่ธาตุ ผิดกับพืชและจุลินทรีย์ ที่สามารถสังเคราะห์อาหารขึ้นเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีธาตุอาหารครบทั้ง 5 หมู่

 

พืชที่เจริญเติบโตได้ 90% ได้รับอาหารจากการสังเคราะห์แสงของสารสีเขียว หรือคลอโรฟีล กับก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ และน้ำ และพลังงานจากแสงแดด พืชได้รับแร่ธาตุจากดิน แร่ธาตุ ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต่างๆ หลายชนิดในต้นพืช

จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถพิเศษ สามารถมีชีวิตและขยายพันธุ์ได้โดยอาศัยอินทรีย์วัตถุเป็นแหล่งอาหาร จุลินทรีย์หลายชนิดอย่รวมกันและอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน จุลินทรีย์มีความทนทานเป็นพิเศษ สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด หรือเย็นจัด หรือแห้งแล้งจัด

ด้วยเทคนิคจุลินทรีย์ การปลูกพืชไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพราะพืชสามารถสังเคราะห์อาหารเองได้เกือบทั้งหมด ส่วนที่ขาดก็จะได้จากการย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุที่ได้จากซากพืช ซากสัตว์ในดิน ด้วยการทำงานของจุลินทรีย์เอง และพืชก็จะได้รับประโยชน์ด้วยจากการดูดเข้าไปทางรากในรูปของสารอินทรีย์ต่างๆ เช่น กรดอะมิโน, กลูโคลส, ไวตามิน, ฮอร์โมนและแร่ธาตุ เป็นต้น จุลินทรีย์บางชนิดยังเข้าไปอยู่ในปมรากของพืชตระกูลถั่ว และสามารถตรึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศ มาสร้างเป็นส่วนประกอบของอาหารโปรตีนให้แก่พืชได้อีก จึงทำให้พืชตระกูลถั่วประกอบด้วยโปรตีนในปริมาณที่สูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ

เหตุผลและความสำคัญของเกษตรอินทรีย์

เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงการได้มีความเข้าใจเบื้องต้นถึงเหตุผลและความสำคัญของเกษตรอินทรีย์จึงควรให้ข้อมูลที่ตอบสนองต่อความจำเป็นดังกล่าว ดังนี้

อะไรเกิดขึ้นกับการเกษตรของประเทศไทยในยุคที่ผ่านมา

1.แนวคิดในการทำเกษตรในอดีตและปัจจุบัน

ในอดีตที่ผ่านมา เกษตรกรไทยทำการเกษตรแบบหลากหลายและพึ่งพิงความสมดุลตามธรรมชาติ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนไทยรู้จักทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว และสามารถพึ่งตนเองได้อย่างสมบูรณ์ โดยใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะสมต่อเนื่องกันมาจนได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค พันธุ์ข้าวไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นสวรรค์ของพันธุ์ไม้ มีพื้นที่ป่าไม้มากกว่าครึ่งของพื้นทีทั้งหมด มีดิน น้ำ ที่อุดมสมบูรณ์ ดังคำพังเพยที่กล่าวกันจนติดปากกว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

ปี พ.ศ.2500 ธนาคารโลก (World Bank) ส่งคณะสำรวจสภาวเศรษฐกิจเดินทางมาประเทสไทย เพื่อทำการศึกษาแนวทางการพัฒนาประเทศไทย

ปี พ.ศ 2501 ธนาคารโลกเสนอรายงาน โครงการพัฒนาของรัฐบาลสำหรับประเทศไทย (Public Development Program for Thailand)

ปี พ.ศ.2502 ข้อเสนอของธนาคารโลกดังกล่าว ได้ใช้เป็นแนวทางการวางนโยบายการเกษตรของไทย โดยปรากฏว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1-7 (พ.ศ.2504 - พ.ศ.2539) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ดังนั้น จึงส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก เช่น ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร ฯลฯ และการผลิตได้ปรับเปลี่ยนจากการผลิตแบบหลากหลายเป็นการผลิตเพื่อการพาณิชย์และส่งออก ได้มีการขยายพื้นท่ทางการเกษตรดยการบุกเบิกเข้าไปในที่เดิมซึ่งเป็นป่าไม่อุดรมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ การเกษตรได้ถูกปรับเปลี่ยนโดยเน้นการผลิตพืชเชิงเดี่ยว (Mono culture) เป้าหมายหลักเพื่อการส่งออก ป้อนสินค้าเกษตรสู่ประเทศอุตสาหกรรมและตลาดโลก

ปี พ.ศ.2503 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศทศวรรษแห่งการพัฒนา (Development Decade พ.ศ.2503-2513)

แนวทางการพัฒนาดังกล่าวข้างต้นนั้น ดูเหมือนจะทำให้ประเทศไทยมีความเจริญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางของการปฏิวัติเขียวที่ต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเพิ่มผลผลิต แต่การพัฒนาดังกล่าวนั้นได้มีผลเปลี่ยนแปลงจากการที่ประเทศไทยได้พึ่งตนเองในการเกษตรมาโดยตลอด ไปสู่การต้องพึ่งการนำเข้าและไม่สามารถพึ่งตนเองได้จนถึงทุกวันนี้ ในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ธรรมชาติประเทศไทยได้สูญเสียป่าไม่ไปถึง 110 ล้านไร่ในเวลาของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ส่งผลกระทบในทางลบ ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อประเทศไทยอย่างมากมาย โดยเฉพาะอยางยิ่งผลที่ปรากฎต่อเกษตรกรไทย ต่อความยากจน, สุขภาพอนามัยที่ไม่ดี และสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ดังนี้


 

1. ด้านการลงทุนและผลตอบแทน

การเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยต้องใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงมากขึ้น ตามอัตราค่าเงินบาทที่อ่อนตัวตามลำดับ เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้น ราคาผลผลิตการเกษตรที่เกษตรขายได้ ไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของราคา สารเคมีเพิ่มมากขึ้นเกษตรกรขาดทุนมากขึ้น และเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น

2. ด้านสิ่งแวดล้อมการเกษตร

- ดินมีสภาพความเป็นกรดสูงมากขึ้นทำให้ธาตุอาหารในดินไม่เกิดประโยชน์ต่อพืช

- การใช้ปุ๋ยต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกปีเพื่อรักษาปริมาณผลผลิตให้ได้เท่าเดิม

- ศัตรูพืชสร้างความต้านทานต่อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทำให้ต้องใช้สารเคมีปริมาณและความเข้มข้นมากขึ้น

- ศัตรูพืชเพิ่มชนิดและทวีความรุนแรงของการระบาดมากขึ้น เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทำลายความสมดุลตามธรรมชาติ

- สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทำลายสัตว์สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่เป็นอาหาร เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ

3. ด้านสุขภาพของเกษตกรและผู้บริโภค

- เกษตรกรต้องได้รับพิษจากการสัมผัสโดยตรงจากการใช้สารเคมีที่เป็นพิษในไร่นา

- ผู้บริโภคได้รับพิษจากการบริโภคผลผลิตที่มีสารพิษตกค้างในอาหาร ทำให้ป่วยไข้และพิการ

4. ด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

- สินค้าการเกษตรที่ส่งออกของประเทศได้รับการกีดกันจากประเทศผู้นำเข้า เนื่องจากมีสารเคมีตกค้างเกินกว่าปริมาณที่รับได้ ทำให้มีปัญหาสินค้าถูกกักกันที่จุดนำเข้าแล้วส่งกลับหรือถูกทำลาย

- ประเทศไทยต้งนำเข้าสินค้าที่เป็นสารเคมีการเกษตรปีละประมาณห้าหมื่นล้านบาท ทั้งที่มีปัจจัยการผลิตที่มีในประเทศทดแทนได้ดีและปลอดภัย

- รัฐต้องเสียงบประมาณในตรวจวิเคราะห์และควบคุมสารเคมีการเกษตรตามกฎหมายปีละหลายพันล้านบาท

- รัฐต้องเสียงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยไข้เนื่องจากสาเหตุของสารพิษตกค้างในอาหารและสัมผัสโดยตรงที่ไม่สามารถจะประเมินเป็นมูลค่าได้